
สำหรับคนที่ได้ดูแล้วนั้นคงต้องบอกว่า Renee แสดงได้ยอดเยี่ยมสุดๆ แบบว่าหาคนที่จะมาเป็น Bridget คนต่อไปคงลำบากแน่ๆ เธอแสดงได้ทุกบทบาทเหมือนว่าเธอเป็น Bridget เองเลยไม่ว่าจะเป็นบทสาวออฟฟิศ บทเฉิ่มๆ ตลกๆ กวนอารมณ์ บทสาวลอนดอนที่พยายามจะสร้างความมั่นใจให้ตัวเองและบทน่ารักสดใสตามวัยของ บริทเจ็ท ซึ่งทำให้คนดูอย่างเราๆประทับใจในบทบาทของเธอมาก ส่วนในภาค 2 นั้น เธอก็ยังคงความเป็นสาวมั่น (แต่สติแตกประจำ)ไว้ได้ โดยในภาค2นี้จะได้เห็นบริดเจ็ทในบทของสาวขี้หึงซะมากกว่า และคิดไปเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังน่ารักเหมือนเดิม และถ้าใครได้ดูในภาค 2 นั้น จะเห็นฉากที่เล่นสกี ซึ่งเธอเองก็เล่นเองได้เนียนสุดๆ แบบว่าเล่นสกีถอยหลังเอง (เธอบอกว่า ธรรมดาเธอเล่นสกีกับขี่ม้าเก่งพอตัวเลยหละ) และอีกฉากที่ฮามาก นั่นก็คือฉากที่เธอไปที่บ้านมาร์ค แบบว่าหึงได้ใจจริงๆ ลงทุนมากๆ แต่พอรู้ว่ามาร์คทำงานอยู่ก็เนียนได้หน้าตายมาก ฉากนี้มันทำให้เห็นว่าบริทเจ็ทรักมาร์คมากและไม่อยากเสียมาร์คไป โดยเฉพาะตอนที่บริทเจ็ทขอโทษมาร์คเธอพูดตลอดว่าทำอะไรกับเธอก็ได้ จะว่าจะบ่นยังไงก็ได้แต่อย่าทิ้งเธอเท่านั้นพอ แต่ก็เจอมาร์คสวนกลับว่าเขาไม่โกรธหรอกแต่แค่ผิดหวัง (ทำให้บริทเจ็ทอึ้งไปเลยและเธอก็พูดว่ามันแย่ยิ่งกว่าที่มาร์คจะโกรธอีกนะ) ที่พาคุณกลับบ้านไม่ได้ตอนนี้ตางหาก (หวานมาก) ส่วนในบทของ Hugh นั้นเขาก็แสดงได้แสบจริงๆ เหมาะแล้วกับบทนี้ แสดงกะล่อนได้เนียนมากจนแอบนึกในใจเลยว่า “
สงสัยตอนที่ Helen คิดคาร์แรคเตอร์ของ Daniel ขึ้นมานั้นคงจินตนาการเป็นหน้าของ Hugh Grant แน่ๆ” สำหรับบทบาทของเขาในหนังเรื่องนี้เหมือนกับเป็นตัวสร้างสีสันให้กับเรื่อง เพราะเขาเป็นตัวจุดฉนวนเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ไปแย่งเมียเพื่อนแล้วโกหกแฟนตัวเอง ถ้าไม่มีบทของเขาในเรื่องก็คงไม่มีมาร์ค ดาร์ซี เพราะว่าป่านนั้นมาร์คคงจะอยู่กับเมียญี่ปุ่นของเขา 55+ คงไม่ได้เจอบริดเจ็ท โจนส์แน่นอน สำหรับในภาค2 ของ Huhg นั้นถ้าเป็นในแบบฉบับหนังสือนั้นแทบไม่มีบทบาทเลยแต่ในหนังเขาก็กลับมาอีกครั้งในบทเดิม ซึ่งก็เล่นได้เหมือนเดิมแป๊ะเลย คือเนียนมาก โกหกหน้าตายสุดๆ โดยทั้ง 2 ภาคของเขานั้นต้องมีเรื่องทะเลาะกับมาร์คทั้ง 2 ภาคเลย ( Colin พูดว่า เขากับ Grant จะเจอกันเฉพาะฉากชกต่อยกันเท่านั้นเวลาถ่ายทำ ซึ่งมันกลายเป็นเรื่องปกติของหนังเรื่องนี้ไปแล้วที่ Mark จะต้องมีเรื่องกับ Daniel ซึ่งถ้ามี Bridget Jones ต่อไปอีก 10 ภาคก็คงจะต่อยกันไปอีก 10 ภาคนั่นแหละ) และคนนี้คงไม่ต้องบอกว่าจะเป็นใคร เขาก็คือ Mark Darcy นี่เอง ผู้ที่มารับบทนี้ก็จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจาก Mr. Darcy Colin Firth

ในหนังเรื่องนี้เขาเปิดตัวด้วยการใส่ “เสื้อกันหนาวลายกวางเรนเดียร์"

(ซึ่งเสื้อตัวนี้ได้ถูกนำออกประมูลไปแล้วซึ่งแฟนคลับคนหนึ่งของเขาประมูลไปได้ในราคา??) ซึ่งมันดูแล้วออกจะบื้อๆทึ่มๆ เหมือนที่นางเอกของเรื่องได้พูดไว้จริง ตอนดูแรกๆเหมือนว่าเขาจะเล่นได้แข็งมาก ออกจะนิ่งๆ มีกวนหน่อยๆ ซึ่งมารู้ทีหลังว่านี่แหละคือคาร์แรคเตอร์ของมาร์ค ดาร์ซี คนที่พูดผิดหูคนได้ตลอดเวลา ดูภายนอกเป็นคนที่หยิ่งมาก ไม่น่าจะมีความโรแมนติกในตัว และที่สำคัญทำตัวเหมือนไม่สนใจบริทเจ็ทเลย ซึ่งเขาก็เล่นได้เนียนมากสื่อออกมาได้อย่างชัดเจนทั้งการแสดงออกและอารมณ์ของตัวละคร แต่ถ้าใครไม่รู้ว่าตัวละครนี้มีคาร์แรคเตอร์ยังไงคงจะ
บอกได้คำเดียวว่าเขาเล่นได้ห่วยมาก ไร้อารมณ์สุดๆ แต่นี่แหละคือมาร์ค ดาร์ซี ผู้ที่แสดงออกไม่เป็นแม้แต่การบอกรักยังไม่กล้าที่จะพูดออกมา ถ้าคนที่ได้ดูภาคแรกจะอึ้งตอนที่มาร์คบอกรักบริทเจ็ทมาก เพราะมันเป็นอะไรที่โรแมนติคสุดๆ เขาเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่งไม่กล้าที่จะพูดแสดงความรู้สึกแต่เวลาพูดที ก็มักจะพูดอย่างที่เขาคิดพูดออกมาตรงๆว่ารู้สึกอย่างไร พอจบฉากนี้คาร์แรคเตอร์ของมาร์คก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น สังเกตได้จากฉากที่อยู่ในครัวกับบริทเจ็ท มาร์คแสดงให้เห็นว่าเขาป็นผู้ชายที่แสนดีมาก อ่อนหวานและเอาใจบริทเจ็ท และพูดจาหยอกล้อกับเรื่องของเขาและบริทเจ็ทได้อย่างน่ารักมากก ซึ่ง Colin ก็เล่นฉากพวกนี้ได้ดีมากดูเป็นธรรมชาติสุดๆเหมือนว่าเขานี่แหละคือมาร์ค ดาร์ซีที่โผล่มาจากนิยาย โดยเฉพาะการแสดงออกทางสีหน้าและแววตา (เห็นแล้วแถบหลอมละลายกันไปเลย) พอมาดูต่อที่ภาค 2 คราวนี้เราจะได้เห็นนิสัยแท้ๆของ มาร์ค ดาร์ซี ซึ่งเขาเป็นผู้ชายที่แสนดีจริงๆ อดทนอดกลั้นต่อความหึงหวงของบริทเจ็ทและรักบริทเจ็ทอย่างแท้จริง โดยไม่คิดถึงรูปร่างภายนอก ซึ่งเราจะเห็น Colin แสดงในบทที่ผ่อนคลายกว่าภาคแรก เห็นเขายิ้มบ่อยกว่าภาคแรกแต่โรแมนติคเหมือนเดิม มีประโยคหวานๆพูดกับบริทเจ็ทตลอด ซึ่งเขาก็เล่นได้หวานมาก โดยรวมแล้วถ้าให้คนอื่นมาเล่นหนังเรื่องนี้คงไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน โดยเฉพาะบท มาร์ค ดาร์ซี ผู้ซึ่งรักบริทเจ็ท อย่างที่บริทเจ็ทเป็น และ
ไม่บ้างาน ไม่ขี้เอา ไม่ขี้เหล้า แสนดีและเก่งเรื่องบนเตียงอีกด้วย absolutely perfect! 
และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้อย่างยิ่งยวดก็คือ “กองบัญชาการสงครามการเดท” หรือที่มาร์คเรียกว่า “กองบัญชาการในสนามคนโง่” 55+ นั่นก็คือผองเพื่อนของบริทเจ็ทนั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างสีสันและทำให้หนังเรื่องนี้น่าดูมากขึ้น เพราะมันเป็นธรรามชาติอยู่แล้วที่ผู้หญิงทุกคนมักจะต้องมีสังคมและคนที่คอยรับฟังปัญหาต่างๆนาๆ ถ้าในเรื่องนี้บริทเจ็ทไม่มีกลุ่มเพื่อนนั่นก็อาจจะทำให้ตัวละครของบริทเจ็ทนั้นดูจะไม่สมจริงม้ากกกมาก เพื่อนของบริทเจ็ทแต่ละคนนั้นก็ต้องยอมรับเลยว่าแสบกันสุดๆเหมาะแล้วที่เป็นเพื่อนกันจริงๆ ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้พอเห็นกลุ่มเพื่อนของบริทเจ็ทแล้วอาจจะนึกถึงเพื่อนตัวเองเลยก็ได้ เพราะว่ามันใช่เลย นี่แหละเพื่อนเลยหละ หนังเรื่องนี้มันสื่อได้หลายประเด็นมากเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนรัก เรื่องเพื่อน เรื่องการใช้ชีวิตในสังคม มากมาย ซึ่งทุกสิ่งอย่างมันเป็นเรื่องจริงของผู้หญิงในสังคมของทุกประเทศ ซึ่งถ้าใครได้อ่านหนังสือเรื่องนี้แล้ว บอกได้เลยมันยิ่งกว่าที่เราเห็นกันในหนังอีก! สุดยอดกว่าเยอะ แต่หนังก็ทำออกมาได้ประทับใจเช่นกัน ยังเหมือนบริทเจ็ทที่เราจินตการไว้อยู่ ไม่ค่อยผิดเพี้ยนสักเท่าไหร่ ถือว่าไม่ผิดหวัง แต่สำหรับในหนังนั้นมันก็มีสิ่งที่ดีกว่าในหนังสืออยู่บ้าง นั่นก็เพลงประกอบหรือซาวด์แทร็คนี่แหละ มันช่วยเสริมให้หนังดูดีขึ้นเยอะ โดยเฉพาะเพลง
Someone like you นี่แบบว่าเข้ากับหนังแป๊ะ! แล้วก็อีกเพลงที่ดังมาจากหนังเรื่องนี้ หลายๆคนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วนั่นก็คือ
Out of reach โอ้แม่เจ้า! มันเป็นเพลงที่เราคุ้นหูกันมากๆ มันมาจากหนังเรื่องนี้แหละ ต้องยอมรับเลยว่าซาวด์แทร็คเรื่องนี้นี่สุดยอดจริงๆ เพราะเกือบทุกเพลง ถือว่าไม่หลุดมาตราฐานของหนังอังกฤษที่ส่วนมากเพลงประกอบจะเพราะๆทั้งนั้นโดยเฉพาะหนังรักโรแมนติค....

No comments:
Post a Comment